หลวงพ่อบ้านแหลมเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์
เสมือนหนึ่งเป็นแก้วมณีอันมีค่าคู่เมืองสมุทรสงคราม
ชาวสมุทรสงครามเคารพสักการะพระพุทธรูปองค์นี้กันมาหลายชั่วคน
หลวงพ่อบ้านแหลม จึงเป็นเสมือนเจ้าพ่อหลักเมือง
หรือเทวดาประจำเมืองสมุทรสงครามก็ว่าได้
และถ้าจะว่าไปแล้ว หลวงพ่อบ้านแหลม
ก็มีประวัติ ความเป็นมาคู่กับเมืองสมุทรสงครามเลยทีเดียว
ใครไปเมืองสมุทรสงครามไม่ได้ไปนมัสการหลวงพ่อบ้านแหลม
ก็เหมือนหนึ่งไม่ได้ไปเมืองสมุทรสงคราม
ใครพูดถึงเมืองสมุทรสงคราม  ไม่กล่าวถึงนามหลวงพ่อบ้านแหลม
ก็เหมือนไม่รู้จักเมืองสมุทรสงคราม
ข้าราชการผู้ใดย้ายไปเมืองสมุทรสงคราม
ถ้าไม่ได้ไปนมัสการหลวงพ่อบ้านแหลม
ก็เหมือนหนึ่งเข้าไปอาศัยวัด แต่ไม่ได้ไปนมัสการท่านสมภารเจ้าวัด
ลูกสมุทรสงครามคนใดไม่เคยเห็นหน้าหลวงพ่อบ้านแหลมก็เปรียบเหมือนลูกกำพร้าเกิดมาไม่เคยเห็นหน้าพ่อ
ความสำคัญของหลวงพ่อบ้านแหลม ถ้าจะเปรียบความก็คงจะเปรียบได้เช่นนี้
ตามตำนานปากเปล่า
คือคำบอกเล่ากันสืบๆ มานั้นกล่าวว่าหลวงพ่อบ้านแหลมลอยน้ำมา
บ้างว่าสององค์พี่น้อง คือหลวงพ่อบ้านแหลมกับหลวงพ่อเขาตะเครา
จังหวัดเพชรบุรี บ้างว่าสามองค์พี่น้อง
คือหลวงพ่อโสธร จังหวัดฉะเชิงเทราด้วย
บ้างว่ามีสี่พี่น้อง คือหลวงพ่อวัดไร่ขิงจังหวัดนครปฐมอีกองค์หนึ่ง
บ้างก็ว่ามีห้าพี่น้อง คือ หลวงพ่อบางพลี
จังหวัดสมุทรปราการ ด้วย แต่ก็สรุปได้ว่า
หลวงพ่อบ้านแหลมลอยน้ำมา 5 องค์พี่น้ององค์แรกขึ้นประดิษฐานที่วัดโสธร
จังหวัดฉะเชิงเทรา องค์ที่สองขึ้นสถิตที่วัดไร่ขิง
จังหวัดนครปฐม องค์ที่สามขึ้นสถิตที่วัดบางพลี
จังหวัดสมุทรปราการ องค์ที่สี่ขึ้นสถิตที่วัดบ้านแหลม
(วัดเพชรสมุทรวรวิหารในปัจจุบัน)
จังหวัดสมุทรสงคราม องค์ที่ห้าขึ้นสถิตที่วัดเขาตะเครา
จังหวัดเพชรบุรี พระพุทธรูปทั้ง 5
องค์นี้ ล้วนแต่เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์
มีอภินิหารเป็นที่เคารพสักการะของชาวเมืองนั้นๆ
และมี ชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักของประชาชนจังหวัดอื่นทั่วไปด้วย
เกี่ยวกับข้อสันนิษฐานพระพุทธรูปลอยน้ำนั้น
มีผู้สันนิษฐานไว้ว่า "ประวัติหลวงพ่อบ้านแหลมนั้นในชั้นต้นลอยน้ำมาจริงดังข่าวเล่าลือ
แต่มิใช่ว่าท่านลอยนำมาโดยลำพัง คงมีผู้อัญเชิญมาบนเรือจากที่แห่งหนึ่ง
เพื่อนำไปประดิษฐานไว้ในที่แห่งหนึ่งและต้องนำผ่านมาทางทะเล
เพราะสมัยนั้นการคมนาคมทางบกไม่สะดวกและเป็นของหนัก
จึงต้องนำท่านบรรทุกเรือมาทางน้ำ
ในขณะที่เรือผ่านมานั้นน่าจะมีบางวัดขอนิมนต์ไว้สักการะที่วัด
แต่ไม่สำเร็จเพราะผู้นำมาไม่ยอมถวาย
จึงเล่าลือว่าท่านไม่ยอมขึ้นอยู่ในวัดใดทั้งสิ้น
เว้นแต่วัดบ้านแหลมขณะที่นำผ่านทะเลไปนั้น
เรือคงจะอับปางลง และเหลือวิสัยที่จะงมท่านขึ้นมาได้
เพราะในสมัยหลายร้อยปีมานั้น ทะเลระหว่างปากอ่าวสมุทรสงครามกับปากอ่าวเพชรบุรีจะต้องกว้างขวางกว่านี้มาก
เมื่อคนผู้นำท่านมาไม่สามารถช่วยให้ท่านขึ้นจากน้ำได้
จึงต้องปล่อยให้ท่านจมอยู่ในทะเล
จนถึง พ.ศ. 2310 (บางตำนานว่า พ.ศ.
2307)จึงมีผู้ไปตีอวนได้ นำท่านขึ้นมาประดิษฐานไว้ที่
วัดบ้านแหลม (วัดเพชรสมุทรวรวิหารในปัจจุบัน)
พระพุทธลักษณะ
องค์หลวงพ่อบ้านแหลมนั้น
เป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์
ปางอุ้มบาตร ขนาดสูงแต่ปลายนิ้วพระบาทถึงยอดพระเกศมาลา
167 ซม. คือเท่าขนาดคนธรรมดานี่เอง
ฐานพระบาทสูง 45 ซม. เป็นพระพุทธรูปสมัยกรุงศรีอยุธยา
ลักษณะเด่นเป็นพิเศษ คือพระพักตร์งามเหมือนพระพักตร์เทพบุตร
มีคนกล่าวว่าหลวงพ่อเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์
เพราะมีพระพักตร์เป็นเทวดานี่เอง
เทวดาจึงมาสิงสถิตรักษาองค์หลวงพ่ออยู่ให้เป็นพระศักดิ์สิทธิ์
พระหัตถ์เป็นคนละชิ้นกับพาหา ทำให้สามารถถอดออกได้
เป็นแบบพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย เช่น
พระพุทธรูปทองคำวัดไตรมิตร ก็ถอดได้เป็นท่อนๆ
เป็นต้น พระบาทไม่สวมฉลองพระบาทแบบพระพุทธรูปทรงเครื่องที่เรียกว่าพระโพธิสัตว์สมัยกรุงศรีอยุธยา
พระเศียรนั้นไม่สวมเทริดชฏาแบบพระโพธิสัตว์
สมัยอยุธยา พระเกตุมาลาเป็นเปลวเพลิงแบบพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย
สังฆาฏิพาดยาวลงมาถึงพระชงฆ์ แต่ไม่มีลายเป็นดอกดวงเป็นแบบพระพุทธรูปสมัยอยุธยา
จีวรทำแผ่เป็นแผ่นแผงอยู่เบื้องหลัง
มีแฉกมุมแบบอยุธยา ฐานรองพระบาทนั้นตอนบนทำเป็นรูปดอกบัวบานรองรับ
ตอนล่างทำเป็นฐานหักมุม 12 มุม เป็นรูปฐานพระเจดีย์
ชั้นล่างสุดทำเป็นฐานเท้าสิงห์มีลวดลายสวยงามมาก
ทรงเครื่องเต็มยศ กล่าวคือสวมสายสะพายพาดเครื่องราชอิสริยาภรณ์ปฐมจุลจอมเกล้าวิเศษ
คาดรัดประคด ปักดิ้นเงินซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระราชทานถวายเป็นพุทธบูชา บาตรแก้วสีน้ำเงิน
ซึ่งสมเด็จเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงษ์
กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ทรงประทานถวายหลวงพ่อไว้ในรัชกาลที่
5 เวลานี้ทั้งเครื่องราชอิสริยาภรณ์
รัดประคตและบาตรแก้ว ทางวัดเก็บรักษาไว้ในพระอุโบสถ
พระพุทธรูปหลวงพ่อบ้านแหลมนี้ ทางกรมศิลปากรได้จดทะเบียนไว้เป็นโบราณวัตถุแห่งชาติแล้วตั้งแต่ปี
พ.ศ. 2496
|