 ความอุดมสมบูรณ์ของประเทศไทย
ทำให้มีผลไม้ทั่วทุกภูมิภาค ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันออกผลผลิตให้คนไทยและชาวโลกได้สัมผัสกับความอร่อยที่หลากหลายตลอดทั้งปี
ไม่ซ้ำแบบกัน แต่ละพื้นที่จะมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเฉพาะตัว
เช่น ที่สมุทรสงคราม ยามเข้าหน้าร้อนจะมีผลไม้พิเศษชนิดหนึ่ง
ที่สร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจให้ท้องถิ่นด้วยรสชาติที่หวานหอม
กรอบ อร่อย ทำให้ใครได้ชิมแล้วต้องติดใจ
จนบอกได้ว่านี่คือ สุดยอดลิ้นจี่ของสมุทรสงคราม
ถิ่นกำหนดของลิ้นจี่มาจากประเทศจีนตอนล่าง
สันนิษฐานว่าลิ้นจี่เข้ามาในประเทศไทยโดยทางเรือ
ตั้งแต่ช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นเรื่องที่แปลกที่ว่าลิ้นจี่เมืองไทยมีแหล่งปลูก
2 แห่ง คือ ภาคเหนือที่จังหวัดเชียงราย
เชียงใหม่ พะเยา และอีกแห่งหนึ่งลงมาที่ภาคกลางตอนล่าง
คือ จังหวัดสมุทรสงคราม ลิ้นจี่ที่ปลูกต่างพื้นที่
จะมีความแตกต่างกัน
ลิ้นจี่เมืองสมุทรสงคราม
เป็นพันธุ์ที่ติดดอกออกผลได้โดยไม่ต้องการอากาศที่หนาวเย็นมากนัก
ได้แก่ พันธุ์ค่อม กะโหลก สำเภาแก้ว
และสาแหรกทอง ลิ้นจี่สมุทรสงครามจะสุกประมาณเดือนเมษายน
พื้นที่พิเศษของเมืองสมุทรสงคราม
เมืองสามน้ำ ที่มีเพียง 3 อำเภอ แต่ในพื้นที่
2 อำเภอ คือ อำเภออัมพวา และอำเภอบางคนที
ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็จะเห็นแต่ต้นลิ้นจี่
และส้มโอ เต็มพื้นที่ประมาณ 8,600
ไร่ ให้ผลิตผลิตปีละ ประมาณ 4,000
ตัน ตามสภาพความเอื้ออำนวยของดินฟ้าอากาศ
ด้วยสภาพพื้นดินสมุทรสงครามมีความอุดมสมบูรณ์
แบบลักจืดลักเค็ม หรือน้ำกร่อยทำให้ลิ้นจี่มีรสชาติดี
โดยเฉพาะลิ้นจี่พันธุ์ค่อมเมื่อสุกเต็มที่จะมีสีแดงเข้ม
เปลือกแข็ง ตุ่มค่อนข้างแหลม เปลือกด้านในจะมีสีชมพู
มีกลิ่นหอม หวาน เนื้อแห้งร่อนไม่ติดเมล็ด
เนื้อสีขาวหรือขาวนวล เมล็ดเล็ก บ่าของผลกว้างสวยเป็นรูปหัวใจ
รสชาติเข้มจัด หวานนำเปรี้ยงตามเล็กน้อย
กลมกล่อมพอดี ๆ สมกับราชินีของผลไม้ไทย
การปลูกลิ้นจี่ต้องอาศัยประสบการณ์
ความเป็นเกษตรมืออาชีพพอสมควร เริ่มจากการเลือก
กิ่งตอน ตัดตา ทาบกิ่ง ขุดหลุมปลูก
ดูแลรักษา กว่าจะให้ผลผลิตได้ต้องใช้เวลา
4-5 ปี จึงจะเริ่มติดดอกออกผลให้ผลผลิตปีละครั้ง
เกษตรกรต้องเฝ้าระวัง ใส่ปุ๋ย กำจัดแมลง
และดูแลจนกว่าจะเปลือก "ร่องชาด"
หมายถึงลิ้นจี่จะสุกเต็มที่มีสีแดงเข้าปนชมพู
จึงจะเก็บผลผลิตออกสู่ตลาด |